Deja Vu (เดจาวู)

posted on 13 Dec 2007 01:21 by a00152a

นานๆที จะเขียนแบบมีสาระ(รึเปล่า?)กับเขาสักที  ครั้งนี้ขอเสนอ เดจาวู  หลายคนอาจสงสัย  บางคนอาจจะงง  มันคือไรว๊า  แต่บางคนก็คงจะร้องอ๋อออ...   ที่เกิดสนใจเรื่องนี้ขึ้นมาเพราะดูรายการราตรีสโมสร (ช่อง 3)  แล้วได้ยินคุณนีโน่พูดถึงคำนี้ขึ้นมา ( รายละเอียดไม่แน่ใจ  เพราะจำไม่ได้  เนื่องจากเปิดรายการผ่านๆ  แบบเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา...)   เรารู้สึกว่าเคยได้ยินบ่อย  แต่จำไม่ได้  คราวนี้เพิ่งผ่านหูมา  เลยต้องรีบเขียน(ไว้อ่าน)  เดี๋ยวลืมอีก ^^

 Deja Vu (เดจาวู)

         "เดจาวู"  เป็นภาษาฝรั่งเศส (Déjà vu)  (แปลว่า เคยได้พบเห็นมาแล้ว)   คำว่าเดจาวูได้บันทึกขึ้นมาจากนักจิตวิทยาชาวฝรั่งเศส Emile Boirac (1851–1917) ในหนังสือ L'Avenir des sciences psychiques (แปลว่า อนาคตของวิทยาศาสตร์จิตวิทยา)

         อาการเดจาวูคือรู้สึกว่าเหตุการณ์นั้นเคยพบมาแล้ว ทั้งๆที่เพิ่งพบครั้งแรก โดยเราอาจจะคิดว่าเราเพ้อฝันไป  บางครั้งเราเรียกเหตุการ์ที่เกิดขึ้นนี้ว่า  Paramnesia (ภาวะความจำไขว้เขว)

         มนุษย์ในบางครั้งมีความรู้สึกว่า ตนเองเคยเกิดเหตุการณ์แบบนี้มาแล้ว แต่จำไม่ได้ว่าในฝันหรือในอดีต เช่น ไปเที่ยวต่างจังหวัดที่ไม่เคยไปมาก่อน เดินไปยืนที่ระเบียงแล้วรู้สึก ตนเองคุ้นกับระเบียงนี้ มุมนี้ และการยืนแบบนี้..

          เดจาวูไม่เหมือนฝัน มันเกิดได้แม้กระทั่งในเวลาตื่น

         เดจาวู เป็นประสบการณ์ทางจิต ที่เกิดได้กับทุกคน และทุกเวลา อาจเป็นอดีตชาติ อาจเป็นโลกคู่ขนาน อาจเป็นพลังจิต หรืออาจเป็นแค่ภาพลวงตาทางสมอง

ชนิดของเดจาวู

  1. Déjà vécu (เคยมีประสบการณ์แบบนี้มาแล้ว)
  2. Déjà senti (เคย รู้สึกอย่างนี้มาแล้ว)
  3. Déjà visité  (เคยมาสถานที่นี้มาแล้ว) 


             ทฤษฎีการเกิดเดจาวู

ทฤษฎีแรก อดีตชาติ
สิ่งใดก็ตามที่เคยเกิดไปแล้วในอดีต จะย้อนกลับมาเกิดซํ้าอีก เราจะผ่านประสบการณ์มากมาย และบางสิ่งอาจหลงเหลือในความทรงจำ แล้วย้อนกลับมาเกิดอีก ทำให้รู้สึกว่าเคยเห็นมาก่อน

เดจาวู เป็นประสบการณ์ทางจิตวิญญาณ.. ศัพท์ทางวิทยาศาสตร์ เรียกว่า เดจาวู มันเกิดจากการที่ขณะหลับ จะมีการหลับอยู่หลายขั้น (ประมาณ 5 ขั้น) ถ้าเห็นอนาคตที่เคยทำ ก็จะอยู่ประมาณขั้นที่ 3 ยิ่งขั้นมากขึ้น ความสัมพันธ์กับร่างกายและวิญญาณ จะยิ่งห่างไกลกันออกไป ถ้าหลับลึกถึงขั้นที่ 5 ก่อนหลับจะรู้สึกชาตามร่างกายทั้งตัว ขยับตัวเองไม่ได้ พูดไม่ได้ (ลักษณะที่คนทั่วไปเรียกว่าถูกผีอำ) ถ้าหลับในสภาพนี้ อัตราค่าซิงโครกับร่างกายจะลดต่ำ ลงจนเหลือ 0 แล้ววิญญาณก็จะหลุดออกจากร่างกาย..


ทฤษฎีที่สอง พลังจิต
บ้างก็ว่า เดจาวู เป็นพลังจิตรูปหนึ่ง บ้างก็ว่าเป็นทิพจักขุญาณ (ความรู้คล้ายตาทิพย์) ซึ่งได้มาจากการเจริญสมถะภาวนาในหมวดของกสิณ 3 กองคือ เตโชกสิณ (กสิณไฟ), โอทากสิณ (กสิณสีขาว) และ อาโลกสิณ (กสิณแสงสว่าง) จากทั้งหมด 10 กอง

เราทุกคนมีพลังจิต เพียงแต่จะอ่อนจะเข้ม บางทีเพราะเราไม่ได้ฝึก จะเก็บกดไว้ภายใน วันดีคืนดีก็ล้นออกมา ตามตำรา ถ้าได้ฝึก เราสามารถควบคุมได้

มีนักพยากรณ์หลายคน พยากรณ์ได้จากการเพ่ง ว่ากันว่า มีผู้หนึ่งมีเดจาวูแรงกล้ามาก หาใครเปรียบได้ไม่ เขาชื่อ นอสตราดามุส


ทฤษฎีที่สาม จักรวาลคู่ขนาน
อธิบายเกี่ยวกับ โลกคู่ขนาน หรือ จักรวาลคู่ขนาน ก่อนหมายถึง จักรวาลที่ดำเนินไปพร้อมกับจักรวาลที่เราอยู่นี้ ทฤษฎีนี้นักฟิสิกส์ริเริ่มคิดขึ้นมา มีเหตุการณ์ที่เราลังเลอยู่ 2 ทาง แต่เราก็ตัดสินใจไปทางหนึ่ง แล้วคิดไหมว่า ถ้า ณ วันนั้นเราติดสินใจเป็นอย่างอื่น อะไรจะเกิดขึ้น

ในโลกนี้ที่เรามีตัวตนอยู่ในขณะนี้ ขณะเดียวกันก็มีเราอีกคนหนึ่งในอีกโลกหนึ่ง และมีโลกคู่ขนานมากมายนับไม่ถ้วน..

เช่น ขณะนี้เราได้ตัดสินใจบางสิ่ง ซึ่งนำไปสู่ความสำเร็จ ขณะที่อีกคนของเราได้ตัดสินใจไปอีกทางทำให้ชีวิตตนเอง และผู้อื่นเสียหาย ก็เป็นได้ อีกตัวอย่าง บางครั้งคุณอยากฆ่าตัวตายแต่คุณล้มเลิก บางทีคุณในโลกคู่ขนานอาจฆ่าตัวตายไปแล้วก็ได้อะไรประมาณนี้

ตัวอย่าง ปัญหาทางทฤษฎีมิติเวลา สมมติคุณเดินทางย้อนเวลาได้ เมื่อวานคุณเก็งหุ้นตัวหนึ่ง วันนี้หุ้นนั้นล้ม คุณล้มละลาย คุณเดินทางย้อนเวลาไปเตือนคุณในอดีตคุณในอดีตรู้คำเตือน และยกเลิกหุ้นตัวนั้น เมื่อวานคุณไม่ได้ถือหุ้นตัวนั้น ถ้าเช่นนั้น วันนี้คุณไม่ได้ล้มละลาย ในเมื่อคุณไม่ได้ล้มละลาย คุณก็ไม่ได้เดินทางย้อนเวลาไปบอกตัวเองในอดีต คุณในอดีตก็ไม่รู้ว่า หุ้นตัวนั้นจะล้ม และเก็งหุ้นตัวนั้นตกลงวันนี้คุณล้มละลายหรือเปล่า

ทฤษฎีเกี่ยวกับโลกคู่ขนาน จึงถูกคิดขึ้นเพื่ออธิบายปรากฏการณ์ความผันผวนของมิติเวลาเหล่านี้ ทุกๆเหตุการณ์ที่เรามี 2 ตัวเลือก จะเกิดโลกคู่ขนาน 2 โลก และจาก 2 โลก ถ้าเราเจอเหตุการณ์อื่นที่ต้องตัดสินใจ 2 ทาง แต่ละโลก จะเกิดโลกคู่ขนานอีก 2 โลก โลกคู่ขนานจึงมีจำนวน นับไม่ถ้วน

จากตัวอย่างเรื่องหุ้น ทฤษฎีอธิบายว่า คุณไม่อาจเปลี่ยนอดีตของตัวได้ เมื่อคุณเดินทางไปบอกตัวเองให้เลิกหุ้นนั้น คุณในอดีต ที่ตัดสินใจไม่เอาหุ้นนั้น จะเกิดอนาคตที่วันนี้คุณไม่ล้มละลาย.. จริง แต่เป็น คนละอนาคต กับวันนี้ของคุณ ที่คุณล้มละลาย คือเกิดเป็น 2 โลก คุณกลับมาปัจจุบัน โลกวันนี้ คุณก็ยังล้มละลายอยู่ดี แต่โลกที่คุณย้อนไปบอก คุณอีกคนนั้นเขาไม่ล้มละลาย

(ถ้าใครเคยดูการ์ตูนดราก้อนบอลแซดคงเข้าใจมากขึ้น ทรังค์ย้อนเวลาจากโลกที่ถูกหมายเลข 17,18 ทำลาย มาในปัจจุบัน ในที่สุดโลกที่เขามา ไม่ถูกทำลาย แต่เขากลับไป โลกของเขาก็ยังเป็นโลกที่ถูกทำลายอยู่ดี ไม่เช่นนั้นเขาจะมาได้อย่างไร)


มีคนผูกทฤษฎีเดจาวู กับทฤษฎีจักรวาลคู่ขนาน กล่าวว่า การที่เรารู้สึกหรือเห็นภาพที่คล้ายว่าเคยทำมาก่อน นั่นแหละ คุณเคยทำจริง แต่เป็นคุณในอีกโลกหนึ่งต่างหากที่ได้ทำ คุณในทุก ๆ โลก ถูกผูกกันด้วยสายใยบางอย่าง อาจเป็นเพราะ สมองมีคลื่นตรงกัน ก็เป็นคุณคนเดียวกันนี่นา ในบางจังหวะที่เหมาะสม กระแสประสาทจูนกัน คุณก็ได้รับรู้ถึงกระแสความคิดจากคุณในอีกโลก


ทฤษฎีสุดท้าย คิดไปเอง
ตามแนวคิดของหลักวิทยาศาสตร์อธิบายว่า เกิดจากสมองแปลข้อมูลผิดพลาด พูดง่าย ๆ ก็คือ ไม่ได้เห็นมาแล้วหรอก แต่คิดไปว่าเห็นมาแล้ว

ทางการแพทย์เรียกว่า การไหลของคลื่นกระแสไฟฟ้าในสมองเกิดการผิดปกติ ทำให้การกระทำที่กำลังทำอยู่ ณ ขณะนั้น คลับคล้ายว่าเคยเกิดมาก่อนหน้านี้มาแล้ว แต่ไม่สามารถจำเวลาได้..

สมองคนเราก็เหมือนเครื่องจักรย่อมเกิดข้อผิดพลาด บ้างอธิบายว่า เดจาวู เกิดจากเมื่อสมองรับภาพมาจากประสาทตา ก็นำมาแปลความหมาย สมองมี 2 ซีก ตามี 2 ข้าง ประสาทตาซ้ายเข้าสมองซีกขวา ประสาทตาขวาเข้าสมองซีกซ้ายฉะนั้นสมองทั้งสอง ต้องทำงานประสานกันและกันอย่างมาก

เมื่อเกิดสมองข้างหนึ่ง เกิดส่งข้อมูลมาช้าไปเพียงนิดเดียว ทำให้สมองแปลความหมายของภาพนั้นว่า เป็นภาพจากความจำไม่ใช้ปัจจุบันทำให้รู้สึกว่าเหตุการณ์ที่เจอนั้นเคยเห็นมันมาก่อน..

มีหลักฐานว่า โดยส่วนมาก คนที่เป็นลมบ้าหมู หรือมีประวัติคนในครอบครัวเป็น จะมีโอกาสเกิดบ่อยกว่า และมีโอกาสเกิดบ่อยมากขึ้น ก่อนที่จะมีอาการชักกระตุก

 

         เรื่องเดจาวู นักวิทยาศาสตร์จะว่าอย่างไรในเมื่อมันเกิดกับคนทั้งโลกไม่ว่า จะเป็นคนไทยคนจีนหรือฝรั่งหมอฝรั่งเขาทำวิจัยเอาไว้ พบว่าเด็กที่อายุน้อยที่สุดที่มีประสบการณ์เดชาวูคือ 5ปี  แต่ส่วนใหญ่มักจะเกิดตอนช่วงอายุ 15-25ปี

        ในปีค.ศ.1955 คุณหมอ Wilder Penfield ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการผ่าตัดสมอง ได้ทำการทดลองโดยใช้กระแสไฟฟ้า อ่อนๆกระตุ้นกลีบขมับของสมองของคนทั่วไปและพบว่าประมาณ 8% ของผู้ถูกทดลอง
เกิดมีความจำขึ้นมาได้ซึ่ง อาจเรียกว่าเป็นเดชาวูที่เกิดจากการกระตุ้น(artificially stimulate dejavu)

        ในปัจจุบันการ แพทย์สมัยใหม่จะอธิบายว่าเดชาวูมักจะเกิดกับคนที่เป็น โรคลมบ้าหมูเนื่องจากมีปัญหาที่สมองกลีบขมับ(temporall obeepilepsy)หรือมักจะเกิดภายหลังจากที่สมองกลีบขมับได้รับความเสียหายก่อนจาก
กันคุณลองเงยหน้ามองไปสำรวจรอบๆตัวดูสักนิดถ้าคุณรู้สึกว่าเคยอ่านบทความนี้มาก่อนโดยมีสภาพแวดล้อมคล้ายๆกันแบบนี้นี่ก็dejavuแน่ๆ 

 

ข้อมูลจาก ::

th.wikipedia.org/wiki/เดจาวู

en.wikipedia.org/wiki/Déjà_vu

http://topicstock.pantip.com/wahkor/topicstock/X2447398/X2447398.html

-------------------

คุณเชื่อทฤษฏีไหน??  เราเชื่อ ทฤษฎีที่สาม จักรวาลคู่ขนาน ล่ะ  รู้สึกว่าใช่ที่สุด  แล้วคุณเคยเป็นไหม??
 

บางแสน

posted on 19 Jun 2007 22:54 by a00152a  in Other

หลังจากที่อยากไปเที่ยวมานาน ในที่สุดวันนี้ก็มีเวลาไปกะเค้าซ้ากที เงียบมากเลยอ่ะ คนน้อยด้วย สงสัยเพราะไม่ได้เป็นวันหยุดแน่เลย อยากไปเขาสามมุกด้วย แต่ไม่มีมอร์'ไซด์เลยอดไปเลย(น่าเสียดายมาก) ค่ารถแพงมหาเลยอ่ะ เกือบร้อยแหนะ T_T

เก็บภาพสวย มาแปะด้วย (เผื่อน้องมาอิของเราคิดถึง แล้วจากลับมาหาเราบ้าง ^^ คิดถึงนะ...)

ถ่ายด้วยโทรศัพท์มือถือน๊า อาจไม่ค่อยชัด (แต่จริงใจ...เกี่ยวกันไหมเนี่ย) สองรูปเน้อ เพราะขี้เกียจอัพ อีกอย่างก็ไม่ได้ถ่ายมากมาย (ขี้เกียจเดินซะงั้น) ย่อรูปให้เล็กเพื่อโหลดเร็วเนอะ ^^

 

 

ขอขอบคุณ : Free Image Hosting [xs.to]

ขอบคุณ คนขับรถโดยสาร(สีแดง),รถเมล์ปรับอากาศ,รถกระป๋องสีส้ม สำหรับการเดินทางในวันนี้ และขอบคุณเพือนๆที่ชวนเราไปด้วยค่ะ >_<

 

 

 

 

จันทราอุษาคเนย์ [BooK]

posted on 17 Feb 2007 23:13 by a00152a  in BookS


เรื่อง จันทราอุษาคเนย์

ผู้แต่ง วรรณวรรธน์

ราคาปก 215 บาท


จันทราอุษาคเนย์ นิยายย้อนยุคอิงประวัติศาสตร์ เล่าเรื่องราวของ ตมิสา เด็กสาวหลงยุคเข้าไปยังสมัยโบราณบนดินแดนอุษาคเนย์ พบพากับความรักผูกพันและ "พันธะสัญญา" กับเจ้าชายผู้เป็นจอมทัพใหญ่แห่งแคว้นเศรษฐปุระ นำพาไปสู่การเดินทางแสวงหาดินแดนใหม่ของถิ่น อุษาคเนย์ ท่ามกลางสายใยของบิดาที่เพียรพยายามค้นหาลูกสาวกลับสู่วันเวลาดังเดิม ตมิสาจะสามารถกลับคืนวันเวลาของเธอได้หรือไม่นิยายกึ่งโรแมนติคประวัติศาสตร์ จะนำไปสู่การค้นหา และความหมายอันยิ่งใหญ่ ของดินแดนใหม่ที่ถือ กำเนิดจากพันธะสัญญา และความรัก...


แล้วคุณจะรู้ว่าพันธะสัญญาและวันเวลา...บนดินแดนอุษาคเนย์นี้มีความหมาย...

จันทราอุษาคเนย์ นิยายย้อนยุคอิงประวัติศาสตร์ เล่าเรื่องราวของ ตมิสา เด็กสาวหลงยุคเข้าไปยังสมัยโบราณบนดินแดนอุษาคเนย์ พบพากับความรักผูกพันและ "พันธะสัญญา" กับเจ้าชายผู้เป็นจอมทัพใหญ่แห่งแคว้นเศรษฐปุระ นำพาไปสู่การเดินทางแสวงหาดินแดนใหม่ของถิ่น อุษาคเนย์ ท่ามกลางสายใยของบิดาที่เพียรพยายามค้นหาลูกสาวกลับสู่วันเวลาดังเดิม ตมิสาจะสามารถกลับคืนวันเวลาของเธอได้หรือไม่นิยายกึ่งโรแมนติคประวัติศาสตร์ จะนำไปสู่การค้นหา และความหมายอันยิ่งใหญ่ ของดินแดนใหม่ที่ถือ กำเนิดจากพันธะสัญญา และความรัก..มาเถิด มาเพ่งพิศดู ความรักงดงาม ย่อมสร้างสิ่งงดงามเสมอ เจ้าจันทราจะอยู่เคียงคู่..อุษาคเนย์ ฤาไม่ เห็นทีต้องพลิกหา...

ความเห็นส่วนตัว : ก็ไม่อยากบอกว่าอะไรนะ แค่สองคำก็พอ "ชอบมาก" ก็แบบว่าบรรยายไม่ถูกอ่ะ เขียนโอเค พล็อตโอเค เราหยิบเรื่องนี้เพราะ..เดินไปร้านหนังสือ เจอหน้าปก ... น่าสน อ่านเรื่องข้างหลัง โอว..สไตล์การอ่านของเราเลย พออ่านเรื่องข้างใน ... ใช่เลย สองเล่มก็วันละเล่ม ไปโรงเรียนก็พกไปอ่านเลยจบภายในสองวัน อ่านแล้ว...อยากเรียนประวัติศาสตร์ขึ้นมาทันที (เพราะเรื่องนี้เป็นนิยายที่อิงประวัติศาสตร์ใช่ไหมคะ? < ถูกนะค้าบบบบ) สถานที่ในเรื่องมีจริงๆ คนในเรื่อง (เจ้าชายจิตรเสน หรือต่อมาได้เสวยราชย์ พระนามว่ามเหนทรวรมัน) ก็มีตัวตนจริง (ไม่เชื่อหาได้ในเน็ตเลยเอาสิ) ชอบผลงานเรื่องนี้ของคุณวรรณวรรธน์มาก ประทับใจสุดๆ สรุป ... หามาอ่านเถอะขอรับ ไม่ผิดหวังหรอก (นอกจากคุณจะไม่ชอบนิยายที่มีแนวรักจนเข้าไส้) หรือ ถ้าคุณสนใจประวัติศาสตร์ แนะนำเลย (^-^)d

ขอต่อท้ายหน่อย คุณพ่อคุณวรรณวรรธน์เป็นคนที่ยอดเยี่ยมมากขอรับผม ถึงไม่ได้รู้จักเป็นการส่วนตัว หรือ เคยเห็นหน้าประการใด แต่เท่าที่อ่านคุณวรรณวรรธน์เล่ามา ท่านยอดมากขอรับ...